เชื่อมั่นในรัก
ลูกพี่ลูกน้องวัยละอ่อนนางหนึ่งโดนแม่เชื้อเชิญแกมบังคับว่าเรียนจบแล้วให้กลับมาอยู่บ้าน
ขายของ เธอเป็นเด็กหน้าตาดีมาตั้งแต่เกิด เรียกว่าพอเข้าเรียนชั้นอนุบาลก็ได้เป็นดรัมเมเยอร์
เชียรืลีดเดอร์ ถือป้าย งานอะไรที่ต้องใช้หน้าตาเข้าว่า เธอก็มักติดโผอยู่เสมอ แม่ฉันเองยัง
เอารูปเธอมาวางโชว์ในบ้านสมัยนั้นอยู่บ่อยๆ
เด็กผู้หญิงหน้าตาดีหุ่นดีแถวต่างจังหวัดบ้านฉันนี่ออกจะมีความเสี่ยง ฉันเองก็คิดอยากจะทำรี
เสิร์ชเรื่องนี้อยู่เหมือนกันนะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสาวๆที่เข้าข่ายที่ว่าถึงได้ไม่ค่อยรักเรียน แต่
รักที่จะทำอย่างอื่นมากกว่า อาทิเช่น แต่งหน้าทาปาก แต่งตัวเหมือนขึ้นปกเซเว่นทีนตลอด
เวลา และก็...บ้าผู้ชาย :P
จริงๆเรื่องพวกนี้บางทีฉันก็เป็น แต่เป็นแล้วต้องรู้หน้าที่ รู้ว่า ณ วัยนั้นเวลานั้นความรับ
ผิดชอบของเราคืออะไร อย่าเอาแต่สวยจนสมองกลวงหรือสวยจนเอาตัวเองไม่รอด
จนต้องออกจากโรงเรียนมามีหลานให้พ่อแม่อุ้มตั้งแต่อายุสิบเจ็ดสิบแปด
คุณพ่อของน้องสาวคนนี้เป็นครูประถมฯที่ค่อนข้างเข้มงวด แกคงเล็งเห็นสภาพแวดล้อมที่ฉัน
เห็นพวกนี้ จึงเลี่ยงโดยการส่งเธอไปอยู่ร.ร.ประจำที่กรุงเทพฯตั้งแต่ม.1 ก็ไม่รู้หรอกว่าผลที่
ออกมาจะตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการหรือเปล่า รู้เพียงแต่ว่าเธอต้องย้ายโรงเรียนหลายหน
และก็ย้ายมหา'ลัยถึงสองครั้งสองครา เวลากลับบ้านมาที แค่เธอออกไปซ้อนท้ายมอเตอร์
ไซค์ไอ้หนุ่มที่พ่อไม่วางใจแถวบ้าน พ่อก็เอาสายโทรศัพท์ที่เธอใช้ติดต่อกับไอ้หนุ่มคนนั้นนั่น
แหล่ะเฆี่ยนเธอซะเจ็บและก็กักบริเวณให้เธออยู่แต่ในบ้านเป็นอาทิตย์
ฉันเลยไม่รู้ว่าไอ้ที่เห็นหน้าขาวปากแดงนุ่งกางเกงขาสั้นจุ๊ดซ้อนท้ายผู้ชายร่อนไปร่อนมาอยู่นี่
เป็นเพราะผู้ปกครองปล่อยปละละเลยจนเกินไป หรือเป็นเพราะเข้มงวดมากไปอย่างน้าเขยคน
นี้ของฉัน เด็กผู้หญิงแถวบ้านฉันจึงมีน้อยคนนักที่จะสวยหุ่นดีแล้วรักดีจนประสบความสำเร็จใน
ชีวิต เข้าใจว่าพวกเธอคงเอาใจใส่และภูมิใจกับรูปร่างหน้าตาของตัวเองมากเกิน จนลืมคิดไป
ว่า...นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็นตรงหน้ากระจกทุกเช้าค่ำแล้ว เรายังมีคุณค่าให้
ค้นหาและพัฒนาตัวเองอีกเยอะ
ดีนะที่ฉันเป็นกรณียกเว้น คือสวยด้วยและรักดีด้วย (กร๊ากกกกกกกก ช่างกล้า!555)
คุณสามีเขากลัวจะมีลูกสาวก็เพราะเหตุนี้ ฉันบอกไปว่าไม่ต้องกลัว ฉันก็จะเลี้ยงอย่างที่ฉัน
ดูแลตัวเองนี่แหล่ะ และที่สำคัญ...ให้ได้ลูกสาวจริงและรอดูหน้ากันก่อน ไม่แน่...ลูกอาจจะไม่
กล้าแร่ด (ฮ่าๆๆ)
...
ยัยน้องนางคนนี้เพิ่งจะมาปรึกษาเมื่อเดือนที่แล้วว่า...
"สงสัยหนูคงต้องอยู่บ้านถาวรเสียแล้ว พี่นิ่มมีใครพอจะแนะนำไหม"
ใครที่พอแนะนำไหมก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ก็หมายถึงมนุษย์เพศผู้ที่ยังครองตัวเป็นโสดอยู่
นั่นแล ได้ยินแล้วฉันก็นึกถึงไอ้ เพื่อนสมัยประถมฯคนหนึ่ง คนที่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีปัญญา
หาเมียเป็นของตัวเอง มันจะกลับมาอยู่บ้านหลังตรุษจีน ทั้งแม่ทั้งมันขอร้องให้ฉันช่วยหา
ผู้หญิงให้กันใหญ่ ฉันเองเห็นว่ามันก็ใช้ได้ ทำงานทำการและออกจะมีอารมณ์ขันแถมยัง
กตัญญูจะกลับมาดูแลพ่อแม่กับป้าๆที่บ้านอีก เจอหน้ากับน้องสาวคนดังว่าเมื่ออาทิตย์ก่อน
ฉันเลยรีบแจ้งข่าว..เร็วๆนี้จะมีหนุ่มไปซื้อกะปิที่ร้านนะจ๊ะแต่น้องสาวคนดีกลับตอบฉันมาว่า
"อ๋อ..ไม่ต้องแล้วอ่ะค่ะ หนูจะหมั้นเดือนหน้านี้แล้ว"
ตึง! บอกได้คำเดียวว่า ตึงโป๊ะ!
ก็เมื่อเดือนที่แล้วน้องยังบอกพี่อยู่เลยว่าน้องไม่มีใคร มาเดือนนี้น้องมีกำหนดการหมั้นซะแล้ว
อะไรมันจะฟ้าแลบแปร๊ดปร๊าดปานนั้น
แต่ก่อนอาจจะตกใจมาก อาจจะถึงขนาดช่วยน้องเป็นหูเป็นตา ช่วยดูสิว่าไอ้หนุ่มคนนั้นมันมีดี
มีร้ายที่ตรงไหน แต่เมื่อเวลามันทำให้ประสบการณ์เดินทางมาจนถึงวันนี้ ฉันก็แค่ถามน้อง
ออกไป"ใช่แล้วใช่ไหม" ถ้าน้องเพียงลังเลตอบมาว่าไม่แน่ ฉันอาจจะถามต่อ แต่พอน้อง
ยิ้มรับว่า "ใช่ค่ะ" ฉันก็ไม่มีอะไรต้องพูด ได้แต่ส่งสายตายิ้มๆและก็ยินดีกับน้องไปด้วย มีไม่กี่
คู่หรอกนะที่จะเจอกันด้วยเวลาเท่านั้นและตกลงปลงใจคิดร่วมชีวิตกันเลย
...
พูดแล้วก็นึกถึงเรื่องราวของเพื่อนสาวบางคนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
เพื่อนที่เลิกกับฝรั่งที่รักมันจริง..ที่คบกันมา 7 ปีเพื่อจะมาเป็นเบี้ยล่างของรักใหม่
เพื่อนที่แช็ตกันกับหนุ่มต่างแดนเพียง 4 เดือนแล้วตัดสินใจแต่งงานไปอยู่ ณ ดินแดนห่างไกล
เพื่อนที่ไปเป็นโรบินฮู้ดที่อเมริกา แล้วตัดสินใจมีลูกกับหนุ่มอเมริกันพ่อม่ายลูกติดที่กำลังตก
งาน
เพื่อนที่คบกันกับผู้ใหญ่บ้านปลาช่อน
เพื่อนที่เลือกจะพลีร่างกายและจิตใจให้กับผู้ชายที่ชอบใช้กำลังทำลายข้าวของ
ฯลฯ
เมื่อพูดแล้วก็นึกขำกับปฏิกิริยากับความกังวลใจของตัวเองในตอนนั้น ทั้งๆที่ก็ไม่ได้
รู้จักผู้ชายของเพื่อนมากเท่าที่เพื่อนรู้ แต่การตัดสินใจในเวลาอันฉับไวของพวกเธอก็ทำเอาฉัน
เป็นห่วง กลัวเพื่อนพลาด กลัวเพื่อนเสียใจในภายภาคหน้า
เวลาพวกเธอมาปรึกษา ฉันจึงมักจะตั้งตัวเป็นฝ่ายที่สาม ไม่ได้ห้ามหรอก ไม่เคยห้ามใคร แต่
ชอบที่จะตั้งคำถาม what if และนำเสนอแง่มุมร้ายๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ก็ดูเอา
จากอดีตและปัจจุบันของคนๆนั้น ไม่ได้ทายเสี่ยงสุ่มๆเดชๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครสนใจคำพูด
ของฉันหรอก ที่เขามาปรึกษา เขาก็แน่ใจของเขามาแล้ว แค่มาเล่าให้ฟังเฉยๆ
ผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมา มันก็มีทั้งคนที่สมหวังและพลั้งพลาด ตัวฉันเองก็ได้เรียนรู้
อะไรบางอย่างและบางอย่างที่ว่าก็เปลี่ยนทัศนคติของฉันในเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง
ทุกวันนี้ใครจะมาไม้ไหนกับความรัก ถ้ามั่นใจ...ถ้าแน่ใจแล้วก็เอาเลย
คำว่า "ชีวิตคู่" มันอาจฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ เป็นการเริ่มต้นใหม่ เป็นจุดเปลี่ยน และฉันก็เชื่อ
เหลือเกินว่าทุกคนทุกคู่คงอยากทำให้มันดีที่สุด แต่ไม่ว่าเรื่องใดในชีวิตมันก็มีโอกาสจะเกิด
ความผิดพลาดขึ้นมาได้เสมอ ถ้าเราไม่พลาด คนอื่นก็พลาด แต่จะเป็นไรไปเล่า ในเมื่อชีวิต
มันคือการเรียนรู้ ทุกๆย่างก้าวมันคือประสบการณ์ที่จะทำให้เราโตขึ้น แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ถ้าคิด
ว่าไม่เดือดร้อนใคร อยากทำอะไรก็ทำเลย ผลที่ออกมาจะดีจะเลว สิ่งที่เราต้องทำให้ได้ต่อ
จากนั้นก็คือ...ยอมรับแล้วก็เดินต่อ
เพื่อนบางคนมาเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเหมือนกับสิ่งที่ฉันเคยพูดเอาไว้ ในความ
เสียใจที่ได้ยินมันก็มีความยินดีประกอบขึ้นเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ยินดีที่คำพูดร้ายๆได้กลายเป็น
จริงแต่ดีใจที่วันนี้เพื่อนได้เรียนรู้ขึ้นมาอีกขั้น ชีวิตมันก็ต้องเรียนรู้ด้วยชีวิตอย่างนี้
ถ้าไม่เคยผ่านความไม่กล้าและเหตุการณ์ระทมทุกข์มาก่อน ฉันคงไม่สามารถคิดอย่างนี้ได้
ยังลองนึกภาพไปไกลๆถึงวันข้างหน้า หากวันหนึ่งเจ้าลูกชายจะจูงมือใครที่เราไม่คาดคิด
อย่างจูงมือเจ๊จิ๊ก-เนาวรัตน์ เข้ามาหาและบอกว่า "แม่ครับ...นี่เมียผม" ฉันก็น่าจะยังยิ้มออก
กว่าจะถึงตอนนั้นฉันเองก็คงจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์รายทางไปได้อีกเยอะ ^^
...
ความรักสำหรับฉันแล้วอย่างไรมันก็คือความสวยงาม ไม่ว่าจะผ่านความเจ็บช้ำ ล้มเหลว หรือ
พลาดท่ามามากแค่ไหน ฉันก็ยังอยากจะ "รัก" มันอยู่นั่น ก็คงจะเหมือนกับทุกๆด้านของชีวิต
ที่มีทั้งดีและร้าย การได้เจอหมดทุกแง่มุมคือโชค ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่เกิดมาแล้วเคยอกหัก
รักคุด เพียงแต่เมื่อเจอแล้วเราต้องเลือกที่จะจดจำ เลือกเอาสิ่งดีๆที่เคยสัมผัสมาเป็นแรงส่ง
ให้เราเดินไปเจอด้านที่ดีกว่าข้างหน้าให้ได้
คืนวาเลนไทน์นั่งดูหนังเรื่อง Iris ไม่คิดว่าหนังอัตชีวประวัติที่ดำเนินเรื่องไปอย่างค่อนข้างน่า
เบื่อเรื่องนี้จะทำให้ฉันน้ำตาไหลไปได้ตลอดคืน โดยเฉพาะคำพูดทิ้งท้ายของคุณหญิงไอริสใน
ตอนจบของเรื่อง
We need to believe in something divine without the need for God,
something we might call love or goodness. As the Psalm says,
"Whither shall I go from thy spirit?
Whither shall I flee from thy presence?
If I ascend unto heaven, thou art there:
If I make my bed in hell, behold, thou art there.
If I take the wings of the morning, and dwell in the uttermost parts of the sea;
even there shall the hand lead me, and thy right hand shall hold me."
ในโลกนี้มีสิ่งที่ฉันเชื่อมั่นอยู่สามอย่าง ความดี ความพยายาม และ...ความรัก
หากไม่เชื่อมั่นในรักแล้ว หัวใจก็คงไม่ตื่นไหวไปกับบทกวีโบราณเช่นนี้ :)
*** up วันที่ 15 แต่มาโผล่วันที่ 14 ได้ไง ผีวาเลนไทน์หลอนหรืออิแม่ท้องแล้วเบลอกันแน่ (- -")
ปูลู เวลาเห็นเพื่อนตัดสินใจเร็วๆ ก็ ห่วงเหมือนกันค่ะ ดีใจกะเพื่อนก็ดีใจ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ส่วนตัวก็ยังเชื่อว่า เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดี อ่ะค่ะ เพราะฉนั้น รักแล้วรอหน่อย มันมั่นใจกว่า ^^
ตอนแนทคบแฟนแรกๆรอบข้างส่วนใหญ่ก็ ไม่ชอบล่ะคะ แต่แบบ เราเชื่อมั่นของเรา มั่นใจของเราแล้ว ก็ลุยยยย
555
..รู้แต่ว่า รักย่อมดีกว่าเกลียด =)
^^
สมัยนี้ รักติดจรวด จ้า
เราอาจจะติดความคิดจากนิยายต่างๆมากกันไปเองก็ได้มั้งคะ
ว่าท้ายสุดคือการแต่งงาน มันเป็นจุดจบที่สำคัญมากๆ
จริงๆการแต่งงานมันก็เป็นแค่กิจกรรมหนึ่งของทั้งชีวิตเท่านั้นเอง
มันก็เหมือนเราเดินๆไปตามทาง
ถึงจุดนึงเราก็กระโดดกระหยองกระแหยง แล้วก็เดินต่อ
อาจจะกระโดดพลาด ขาพันล้มเข่ากระแทกพื้น
หรือกระโดดได้ท่าสวยงาม
แต่มันก็คงยังต้องเดินต่อ
แต่ถึงจะคิดอย่างนี้
เวลาเจอคนที่คบกันแป๊บๆแล้วแต่งงานกัน
ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันอะค่ะว่า เอ้ย มันเร็วไปรึเปล่า
ไม่ใช่อะไร ขี้เกียจมานั่งฟังบ่นว่า สามี/ภรรยา เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 555
คือมันคงเป็นเรื่องธรรมดาของคนหน้าตาดีเค้าอ่ะ ที่จะมีคนมาชอบ มาชื่นชม
แล้วเค้าก็เลยพลอยโฟกัส พลอยมองเห็นตัวเองแต่ในภาพด้านนั้น
ส่วนเด็กอ้วน ดำ ก็จำเป็นต้องหาโฟกัสของตัวเองในด้านอื่นกันต่อไป
555+ (หัวเราะร่าน้ำตาริน)
มาถึงวันนี้ก็นึกดีใจในความอ้วนดำของตัวเองอยู่ลึกๆ (ลึกมาก T^T)
อ่านไดแม่นิ่มแล้วก็ถอนหายใจ ..จะเจอมั๊ยเนี่ยะ 55555
อยู่เฉยๆก็มีคนเข้ามาหา แอบคิดเหมือนกันว่าถ้าตัวเองสวยมาก อาจจะไม่ได้ดีเหมือนทุกวันนี้ก็ได้ (คิดปลอบใจตัวเองสุดฤทธิ์ เหอๆ)
พุง โต ขึ้นหรือ ยังเอ่ย
ความรัก นี่ เป็น เรื่อง ของทุกข์ ค่ะ
และ รัก ก็คงเหมือนทุเรียน มีหนามแหลม เวลากินระวังหนามทิ่มมือ
อันนี้ ไปอ่านของท่านว วชิรเมธีมาค่ะ
และสมัยนี้ มีลูกชาย ต้องคอย ดุจริงไ ค่ากระแสเกาหลีมาแรง เค้าว่ากันว่า สมัยยนี้ รุ่นพี่ผู้หญิง จะมาจีบน้อง ชาย อ่อนกว่าค่า
รับรอง พระไวศ์โตขึ้น หัวกระไดบ้าน เลี่ยมเลยค่ะ สาวๆมานั่งถูให้ตรึมค่าตรึม
ไม่เคยมีเพื่อนหน้าตาดีขนาดสามารถร่อนไปร่อนมาได้
หรือว่าเกิดและโตในสังคมที่พ่อแม่คุมเข้มจนกระดิกไม่ได้ก็ไม่รู้เหมือนกันอ่ะค่ะ
^^"
แถวบ้าน มีเด็กอย่างนี้หลายคน เธอหน้าตาดี หรือไม่ก็พยายามทำหน้าตาให้ดี เพียงเพื่อ วันดีคืนดี เราจะเจอเธอ ถูกผู้ชายประเภทเด็กแว้นกินไปเรียบร้อย
คือ ไม่เข้าใจว่าเด็กพวกนี้คิดอะไรอยู่
ตอนสมัยเรียน ถึงแม้ตัวเองจะทำกิจกรรมโชว์หน้าตามาเยอะ แต่ก็ยังต้องเตือนสติตัวเองตลอดเวลา ว่าอะไรที่สิ่งที่จำเป็นต้องทำมากที่สุด
สุดท้่ายก็ยังเลือกที่จะรักเรียน มากกว่าเรียนรัก อยู่ดี
อาจเพราะมีแม่คอยบอกด้วยล่ะมั่ง ว่าคุณค่าของผู้่หญิงควรอยู่ตรงไหน แล้วยิ่งเรา มีความเด่นในเรื่องหน้าตากว่าคนอื่น เรายิ่งควรทำตัวให้ดี เพราะมุมที่เรายืนมันสว่างกว่าชาวบ้านเค้า
แต่ก็อย่างว่า ความคิดคนเรามันไม่เหมือนกัน
ความดี ความรัก และความพยายาม
ชอบจังแม่นิ่ม
ฉันจึงยังเป็นเช่นทุกวันนี้
คราวหน้า ตราบใดที่ยังไม่เชื่อฉันจะไม่เลือกมีคู่
ให้กำัลังใจพี่ด้วยนะคะ
ปล. แล้วน้องจะผู้หญิงมั๊ยแม่นิ่ม แอบลุ้นนนนนมาก ๆ ๆ เพราะถ้าแม่นิ่มได้ผู้ชาย พี่จะมาขอสูตร กร๊ากกกก ๆๆๆๆ (แอบแซว)